Home สอน seo Core web vitals มีความสำคัญอย่างไรกับการทำ SEO 

Core web vitals มีความสำคัญอย่างไรกับการทำ SEO 

0
96
Core web vitals

Core web vitals มีความสำคัญอย่างไรกับการทำ SEO 

Core web vitals

สำหรับปี 2021 นี้ ได้มีการอัปเดต SEO ปี2021 มากมายและในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น Google ได้หันมาให้ความสนใจความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์ หรือ User Experiences มากขึ้น ซึ่ง Core web vitals ก็ได้เป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่ Google ให้ความสำคัญเช่นเดียวกันและถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักในการจัดอันดับที่ Google ที่ได้เริ่มนำมาใช้อย่างจริงจัง วันนี้จึงได้มีโอกาสมาบอกความสำคัญของ Core web vitals ว่ามีความสำคัญยังไงกับการทำ SEO

อย่างแรกเลยเราจะขออธิบายความหมายของคำศัพท์ แต่ละอย่างของ google ก่อนเลยว่า แต่ละคำศัพท์นั้นคืออะไรและมีความหมายว่าอะไรบ้าง

Core Web Vitals คือ ปัจจัยหลักที่ Google จะใช้ร่วมการวัดมาตรฐานประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์​ หรือ คะแนน UX (User Experiences) ซึ่งใช้ในการตัดสินใจจัดอับดับบน Search Engine หรือ SERPs โดยเป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงหน้าเว็บที่เราได้ทำการสร้างขึ้นนั่นเอง

โดยที่ Google นั้นได้ทำการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม ปี 2021 จึงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้พัฒนาระบบจำเป็นต้องทำการปรับปรุงแก้ไขเว็บไซต์โดยเฉพาะ ซึ่งต้องปรับปรุงให้ตรงตามหลักของ Google ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผล ความเร็ว และโค้ดต่างๆที่จะแสดงผลบนหน้าจอ ทั้งการดีไซน์หน้าเว็บไซต์ให้เร็วขึ้น

UX (User Experiences) คือ เป็นประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ต่อการใช้งานของผู้ใช้งาน (Usability) และการเข้าถึง (Accessibility) ที่เข้ามาตอบสนองต่อการใช้งานผลิตภัณฑ์หรือจะเป็นระบบต่างๆของหน้าเว็บไซต์ ที่ว่ามีการใช้งานง่าย ความสนุก ความเพลิดเพลินในการใช้งาน จนทำให้เกิดความพึงพอใจต่อการใช้งานของผู้ใช้งาน จะมีทั้งรูปแบบของ Web Site, Web Application หรือ Apps เป็นต้น

 

ปัจจัยหลักในตัดสินใจการวัดผล Core Web Vitals มีอะไรบ้าง

Google นั้นในการที่จะตัดสินใจก็ต้องมีปัจจัยหลักในการวัดผลเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีการใช้ 3 ปัจจัยหลักในการวัดผลด้าน UX ก็คือ Largest Content Paint (LCP),First Input Delay (FID),Cumulative Layout Shift (CLS) ซึ่งจะมีความสำคัญดังนี้

  1. Largest Content Paint (LCP)

Core web vitals

เป็นการวัดผลจากความเร็วของหน้าเว็บไซต์ว่ารวดเร็วแค่ไหนในการโหลดหน้าเว็บ ไม่ว่าจะเป็นบทความคอนเทนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหน้านั้น หรือจะเป็นรูปภาพ วีดิโอ แบนเนอร์ใหญ่ๆที่ต้องใช้เวลาในการโหลด ซึ่งควรใช้เวลาโหลดไม่เกิน 2.5 วินาทีถึงจะดี และการที่มีข้อมูลใหญ่ก็อาจทำให้คะแนน LCP ของเราน้อยลงอีกด้วย

  1. First Input Delay (FID)

Core web vitals

การวัดความรวดเร็วของการเข้าเว็บไซต์ ระยะเวลา delay ของการ interactive ระหว่างผู้ใช้กับเว็บไซต์ หรือจะเป็นความหน่วง ระยะเวลาการโต้ตอบ แม้กระทั่งความกระตุกในเว็บ เช่นเราเลื่อนเมาส์ไปกดปุ่มต่างในเว็บ แต่ดันเลื่อนไปกดปุ่มอื่นแทน แบบนี้จึงให้ความหมายว่า เว็บมีความ delayในการกดปุ่ม หรืออาจจะมีการต้องกดซ้ำๆของปุ่มนั้นเป็นต้น ซึ่งเว็บไซต์ที่ดีควรต้องใช้เวลาไม่เกิน 100 มิลวินาที หรือ 0.1 วินาที ในการตอบสนอง

  1. Cumulative Layout Shift (CLS)

Core web vitals

ตัวที่ไว้ใช้ความเคลื่อนไหวในการตอบสนองของเว็บแต่ละหน้าที่เราทำการกดในเมนูต่อไปหรือหน้าต่อไป ว่ามีการกดแล้วตอบสนองเร็วมากแค่ไหน ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนการประเมินคะแนนความไม่เสถียรของ layout เพราะถ้าหน้าเว็บมีการกระตุกหรือไม่เสถียร ก็อาจจะส่งผลเสียต่อการประเมินผลของคะแนนการจัดอันดับของ Google ด้วย

เครื่องมือในการเช็ก Core Web Vitals ว่ามีความเร็วเท่าไหร่

สำหรับเครื่องมือในการเช็กความเร็วของหน้าเว็บไซต์หรือเว็บเพจนั้นคือโปรแกรม Google PageSpeed Insights และ Google Search Console เป็นโปรแกรมที่สามารถใช้ได้แบบฟรีๆ สามารถเช็กได้ทุกเว็บไซต์และเว็บเพจที่เราทำขึ้น

  1. Google PageSpeed Insights

Core web vitals

2. Google Search Console

Core web vitals

อยากปรับปรุงแก้ไข Core Web Vitals ให้ดีขึ้นต้องทำอย่างไรบ้าง

  • การปรับแต่งรูปภาพให้มีขนาดพอดี โดยการย่อไฟล์ภาพในเครื่องมือต่างๆ หรือจะเป็นปลั๊กอินย่อรูปก็ได้ เช่น Shortpixel หรือแปลงแบบ Manual จากเว็บไซต์ Tinypng.com, imagify (ซึ่งตัวนี้แปลงเป็น webp ให้อัตโนมัติ)
  • เอาไฟล์ใหญ่ๆที่ไม่จำเป็นออก เพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลดให้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนะนำว่าใช้ในการแปะลิงก์เอาจะดีที่สุด
  • ทำ Preload Links, Proload Fonts ก็สามารถช่วยได้อีกขั้นเลย
  • ในการที่จะเลือกใช้ Hosting ที่มีคุณภาพ ก็สามารถช่วยให้โหลดเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน หรือถ้าใครเงินเหลือหน่อยก็สามารถใช้ Cloud Server ก็ได้เช่นกัน

สรุป ในการทำ Core web vitals ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักในการประเมินผลการจัดอันดับของหน้า Google โดยที่จะมีผลต่อการใช้งานของผู้ใช้โดยตรงเลยทีเดียว